Showing posts with label Astronomy. Show all posts
Showing posts with label Astronomy. Show all posts

Saturday, October 26, 2013

10 ความจริงเกี่ยวกับโลกที่คุณอาจยังไม่รู้

          ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่คนเรายังไม่รู้อีกมากมาย และอย่าว่าแต่ในจักรวาลเลย แม้แต่บนโลกใบนี้ที่เปรียบได้กับธุลีเล็ก ๆ ของจักรวาล เราก็ยังเรียนรู้อะไรได้ไม่หมด ดังเช่นเรื่องราวของโลกกลม ๆ ที่หมุนไปตามกาลเวลาใบนี้ ที่เชื่อว่าคุณก็ยังไม่รู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับมัน วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยขอรวบรวมเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับโลกใบนี้มาฝากกัน เชื่อว่าน่าจะทำให้หลาย ๆ คนรู้จักโลกมากขึ้นเยอะเลยทีเดียว



   1. โลกหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็ว 1,670 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาพบว่าโลกเราน่าจะหมุนรอบตัวเองช้าลงเรื่อย ๆ  จากเมื่อหลายล้านปีก่อน โลกเคยหมุนเร็วกว่านี้จน 1 วันบนโลกน่าจะมีเพียง 20 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ปัจจุบัน 1 วันบนโลกอยู่ที่ 23 ชั่วโมง 56 นาที 4 วินาที (หรือที่เราปัดเป็น 24 ชั่วโมง) และในอีกหลายล้านปีข้างหน้า เวลา 1 วันบนโลกอาจยาวไปเป็น 27 ชั่วโมงเลยทีเดียว

   2. โลกเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วราว 1 แสนกิโลเมตรต่อชั่วโมง และอย่างที่รู้กันดีว่า กว่าที่โลกจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ต้องใช้เวลาถึง 1 ปี ลองคิดดูสิว่าในปีหนึ่งโลกของเราจะต้องโคจรเป็นระยะทางไกลแค่ไหน

   3. โลกมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์เฉลี่ยประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร แต่กระนั้นแสงแดดยังคงทำให้ผิวเราไหม้ได้ เลิกจินตนาการได้เลยว่าดวงอาทิตย์จะร้อนและมีขนาดใหญ่โตมโหฬารแค่ไหน

   4. พื้นผิวโลกมีส่วนที่เป็นน้ำมากถึง 71 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด แต่ที่เรายังต้องรณรงค์ประหยัดน้ำอยู่เรื่อย ๆ ก็เพราะน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคได้นั้นมีแค่ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก 97 เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นน้ำเค็มทั้งหมด

   5. โลกใบนี้มีสิ่งมีชีวิตอยู่ 8.7 ล้านสายพันธุ์ โดยแยกเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนบก 6.5 ล้านสายพันธุ์ ส่วนอีก 2.2 สายพันธุ์นั้นอยู่ในน้ำ (นี่ยังไม่นับรวมกับสิ่งมีชีวิตอีกหลายสายพันธุ์ที่เรายังไม่ค้นพบอีกนะนี่)

   6. โลกมีอายุราว 4.5 พันล้านปีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งมีชีวิตบนโลกเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาได้ประมาณ 150-200 ล้านปีที่แล้ว หรือคิดเป็น 5-10 เปอร์เซ็นต์ของอายุโลก

   7. ทุก ๆ วันจะมีอุกกาบาตตกรวมแล้วกว่า 100 ตันทั่วโลก แต่ไม่ได้ทำอันตรายใด ๆ ให้กับคนบนโลก เพราะมันเผาไหม้บนชั้นบรรยากาศไปก่อนตกสู่พื้นผิวโลกแล้ว

   8. โลกมีภูเขาไฟมากกว่าที่เราคิดไว้เยอะ และมีภูเขาไฟระเบิดอยู่บ่อย ๆ แต่ภูเขาไฟกว่า 90 เปอร์เซ็นต์บนโลกนั้น อยู่ใต้มหาสมุทรลึก

   9. แกนโลกมีอุณหภูมิสูงมาก ประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส พอ ๆ กับความร้อนพื้นผิวดวงอาทิตย์เลยทีเดียว และที่แกนโลกนั้นดูเหมือนจะเป็นขุมทองแหล่งใหญ่ที่สุดในโลก โดยทอง 99 เปอร์เซ็นต์ของโลกอยู่ที่แกนโลกนั่นเอง (ว่าแต่มีใครสนใจจะเจาะลงไปบ้างไหมล่ะ?)

   10. มนุษย์สำรวจท้องทะเลได้เพียงไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่มหาสมุทรทั้งหมด และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายร้อยปีกว่าจะสำรวจผืนน้ำได้ทั่วโลก

ที่มา:
1.http://men.kapook.com/view74621.html

Friday, October 18, 2013

นาซาค้นพบดาวเคราะห์แปลก อยู่โดดเดี่ยวไม่มีดาวฤกษ์



โดยปกติแล้ว ดาวเคราะห์ทุกดวงที่เคยค้นพบมา จะอยู่กันเป็นระบบดาวและโคจรรอบดาวฤกษ์ของตัวเองทั้งนั้น แต่ล่าสุด มีดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่เปลี่ยนนิยามคำว่าดาวเคราะห์ไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมันหมุนคว้างอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่ได้โคจรรอบดาวใดเลย ทำให้ขอบข่ายการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์กว้างออกไปอีก
          เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2556 สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า นักดาราศาสตร์จากนาซา ได้ค้นพบดาวเคราะห์สุดแปลก หมุนคว้างกลางอวกาศอย่างโดดเดี่ยวโดยไม่มีระบบดาว ไม่มีดาวฤกษ์

          ดาวเคราะห์นี้ถูกเรียกว่า PSO J318.5-22 อยู่ห่างไกลจากโลกประมาณ 80 ปีแสง มีความหนาแน่นมากกว่าดาวพฤหัสซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะถึง 6 เท่า และน่าจะมีอายุเก่าแก่ประมาณ 12 ล้านปี แต่ระยะเวลาเพียงเท่านี้ถือว่าน้อยนิดมาก เรียกว่าดาวดวงนี้เป็นดาวทารกได้เลยทีเดียว

          ทางด้าน ไมเคิล หลิว หัวหน้าทีมค้นคว้าของสถาบันวิจัยด้านดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยประจำรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เผยว่า พวกเขาไม่เคยพบสิ่งใดลอยคว้างเพียงลำพังในอวกาศแบบนี้มาก่อน มันมีลักษณะเหมือนดาวที่เพิ่งเกิดใหม่แบบเดียวกับดาวอื่น ๆ แต่มันกลับลอยอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งตัวเขาเองเคยสงสัยมาตลอดว่าจะมีการคงอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนอวกาศแบบนี้จริงหรือเปล่า และตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันเป็นไปได้จริง ๆ 

          ในขณะที่การสำรวจผ่านกล้องโทรทรรศน์ Pan-STARRS 1 จากพื้นดินบริเวณภูเขาไฟฮาเลคาลา เกาะเมาอิ รัฐฮาวาย พบว่ามันเป็นดาวเคราะห์ที่มีระดับความหนาแน่นน้อยที่สุด เมื่อเทียบกับวัตถุที่ลอยอยู่เพียงลำพังอื่น ๆ บนอวกาศ นอกจากนี้ยังพบว่ามันมีลักษณะคล้ายกลุ่มก๊าซยักษ์ที่โคจรอยู่รอบดาวเกิดใหม่ แม้ว่า PSO J318.5-22 จะไม่มีดาวหลักเป็นของตัวเองก็ตาม

ที่มา:

Saturday, September 28, 2013

ทางช้างเผือก (THE MILKY WAY)





        ในบรรดากาแล็กซีจำนวนมากที่รวมกันเป็นเอกภพนั้น มีอยู่กาแล็กซีหนึ่งที่เรารู้จักกันดีที่สุด นั่นคือ ทางช้างเผือก เนื่องจากเป็นกาแล็กซีที่เราตั้งรกรากอยู่  และเนื่องจากว่าทางช้างเผือกนี้มีส่วนปลายด้านหนึ่งเป็นแนวราบซึ่งเป็นที่อยู่ของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ทั้งหลายที่เป็นดาวบริวาร  ทำให้เราได้แต่เฉพาะด้านข้างของมันเมื่อมองไปบนฟ้าในเวลากลางคืน  และจะแลเห็นมันเป็นเหมือนแถบสีขาวสว่างสุกใสแถบหนึ่งพาดอยู่บนฟากฟ้าจากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง


File:ESO-VLT-Laser-phot-33a-07.jpg

ประวัติ (HISTORY)
           
     อริสโตเติล (Aristotle) คิดว่าแถบสีขาวที่พาดข้ามฟ้าเป็นความปั่นป่วนอย่างหนึ่งของบรรยากาศในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เมื่อมีการสร้างกล้องโทรทรรศน์ขึ้นได้เป็นครั้งแรกแล้วนั้น  กาลิเลโอก็ได้พบว่าแถบสีขาวนี้แท้ที่จริงประกอบขึ้นด้วยดาวฤกษ์จำนวนมากและไม่ได้เป็นปรากฎการณ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบรรยากาศของโลกเราเลยแม้แต่น้อย  ต่อมาก็ได้มีการค้นพบดาวฤกษ์ใหม่ ๆ ทีละดวงสองดวง และตั้งแต่นั้นมา คำว่าทางช้างเผือก (the Milky Way) ก็มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่าเอกภพ (the Universe) แต่ครั้นถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 อันเป็นยุคที่มีการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ใหม่  กลับพบว่ามีหมู่ของดาวฤกษ์ (Clusters of Stars) อื่น ๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปอีกเป็นจำนวนมหาศาล  นั่นคือกาแล็กซีใหม่จำนวนมาก  ดังนั้นเอกภพจึงไม่ใช่เป็นแค่ทางช้างเผือกอีกต่อไป  แต่มันคือที่รวมของกาแล็กซีต่าง ๆ รวมทั้งกาแล็กซีของเราด้วย


รูปร่างของกาแล็กซีของเรา (THE SHAPE OF OUR GALAXY)
           เมื่อเรามองทางช้างเผือก  เราจะแลเห็นว่ามันเป็นรูปแถบยาวแถบหนึ่ง  แต่นั้นเป็นแต่สิ่งที่เราเห็นด้วยตา เพราะว่าเราอยู่ในระนาบเดียวกัน  ที่จริงแล้วทางช้างเผือกเป็นกาแล็กซีรูปเกลียวก้นหอย (spiral)  ที่ตรงกลางมีรูปคล้ายเลนส์หรือจานแบนใบหนึ่งและมีแขนยื่นออกมาจากส่วนกลางนั้น 4 แขน  ดวงอาทิตย์และโลกของเราอยู่ตรงปลายสุดของ 1 ใน 4 แขนนี้


วิวัฒนาการของทางช้างเผือก (EVOLUTION OF THE MILKY WAY) 
            ดูเหมือนว่าทางช้างเผือกนั้นแต่เดิมเป็นกาแล็กซีรูปทรงกลมที่หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วต่ำ  ต่อมาเมื่อสสารระหว่างดวงดาวตรงใจกลางมีมากขึ้นทำให้มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นและความเร็วในการหมุนรอบตัวเองก็เพิ่มขึ้นด้วย  เป็นเหตุให้มันค่อย ๆ  แผ่เบนออกกลายเป็นรูปจานอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน  และเพราะว่ามีดาวฤกษ์ได้ก่อตัวขึ้นตรงบริเวณชายขอบจานทำให้เกิดเป็นแขนหลายแขนยื่นออกมา  จนในที่สุดก็เกิดเป็นรูปเกลียวก้นหอยรูปหนึ่งที่มีแขน 4  แขน  กระบวนการนี้กินเวลาประมาณ 10,000 ล้านปี    ใจกลางของทางช้างเผือกมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ  15,000  ปีแสง  และมีความหนาราว  2,000  ปีแสง    มีการคำนวณกันว่าทางช้างเผือกประกอบขึ้นด้วยดาวฤกษ์ประมาณ  300,000  ดวง  ดาวทุกดวงที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่าเป็นส่วนหนึ่งของกาแล็กซีของเรา


ที่มา:

Thursday, September 26, 2013

เนบิวลา (Nebula)




เนบิวลา(Nebula) คือกลุ่มของก๊าซและฝุ่นผงที่รวมตัวกันอยู่ในอวกาศ เนบิวล่ามาจากภาษาลาตินแปลว่า "เมฆ" เพราะเมื่อเราใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดู จะเห็นเป็นฝ้าขาวคล้ายกลุ่มเมฆ เนบิวล่าเป็นวัตถุหนึ่งในเอกภพที่มีความสำคัญมากๆ เพราะดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ล้วนเกิดขึ้น มาจากเนบิวล่าทั้งสิ้น เนบิวล่าที่เราเห็นนั้นความจริงมีขนาดใหญ่โตมโหราฬมาก บ้างก็มีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 10 ปีแสง บ้างก็ใหญ่กว่าระบบสุริยะของเราถึง 10 เท่า เช่นเนบิวล่าสว่าง M42 ในกลุ่มดาวนายพราน ซึ่งกำลังก่อตัวให้เกิดระบบสุริยะใหม่ สามารถก่อกำเนิดดาวฤกษ์ใหม่ได้นับพันดวง และเนบิวล่าส่วนใหญ่จะไกลจากเรามากนับ 10 นับ 100 ปีแสง แต่ไม่ไกลเกินระบบทางช้างเผือกของเรา เพราะเนบิวล่าเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของกาแลกซี่ทางช้างเผือก
     กำเนิดของเนบิวล่านั้นนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีด้วยกันหลายสาเหตุ แต่ในเบื้องต้น คาดว่าจะเกิดขึ้นมาพร้อมกับกำเนิดของเอกภพที่จะก่อกำเนิดดาวฤกษ์รุ่นแรก และ เกิดจากการแตกดับของดาวฤกษ์รุ่นแรก ที่ทิ้งซากไว้เพื่อรอการกำเนิดเป็นดาวฤกษ์ ขั้นที่สองอีกครั้ง

     เราแบ่งเนบิวล่า ออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่คือ
1. Emission nebulae หรือเนบิวล่ามีแสงในตัวเอง
2. Reflective nebulae หรือเนบิวล่าสะท้อนแสง
3. Planetary nebular หรือเนบิวล่าดาวเคราะห์
4. Dark nebulae หรือ เนบิวล่ามืด




     เนบิวล่าสว่าง 
เนบิวลาสว่างนั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
Emission nebulae หรือ เนบิวล่ามีแสงในตัวเอง
Reflective nabulae หรือ เนบิวล่าสะท้อนแสง เนบิวล่าทั้งสองแบบนั้นค่อนข้างจะแยกออกจากกันลำบาก เพราะมีลักษณะคล้ายกันมาก และบางครั้งอาจอยู่ปะปนกัน เหตุที่เรียก Emission nebulae ว่า เนบิวล่าสว่าง เพราะเนบิวล่าแบบนี้จะเรืองแสงขึ้นเอง เมื่ออะตอมของมวลสารที่อยู่ในเนบิวล่า ถูกกระตุ้นด้วยพลังงานจากดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ๆ ก๊าซส่วนใหญ่ในเนบิวล่าจะเป็นอะตอมไฮโดรเจน ซึ่งจะปล่อยแสงสีแดง กับอะตอมของอ๊อกซิเจนซึ่งให้แสงสีเขียว และอะตอมของไฮโดรเจนมักจะรวมตัวกับอะตอมของอ๊อกซิเจน แล้วจะปล่อยสีผสมระหว่างแดงกับเขียวคือสีเหลืองออกมา
ส่วนReflective nabulae หรือ เนบิวล่าสะท้อนแสง นั้นจะเป็นองค์ประกอบของฝุ่นผงเป็นส่วนใหญ่คล้ายควันบุหรี่ ซึ่งจะให้แสงสีน้ำเงินออกมา 




     เนบิวล่าดาวเคราะห์
Planetary nebulae หรือ เนบิวล่าดาวเคราะห์
เป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงมรณะกรรมของดาวฤกษ์ที่มีขนาดเท่ากับดวงอาทิตย์ของเรา เมื่อถึงช่วงสุดท้ายอายุของ ดาวฤกษ์ ดาวฤกษ์จะหดตัวอย่างรวดเร็วเพราะแรงนิวเคลียร์ไม่มีที่จะต่อต้านแรงโน้มถ่วงที่มากมายมหาศาลได้ แกนกลางจนหดตัวเป็นดาวแคราะ จนมีขนาดเล็กเท่าดาวเคราะห์ แล้วปลดปล่อยเปลือกนอกของดาวให้ ฟุ้งกระจายไปในอวกาศ ไกลหลายล้านไมล์
Planetary nebulae ในเอกภพนั้นมีเยอะแยะมากมาย เพราะดาวฤกษ์ส่วนใหญ่จะมีขนาดเท่ากับดวงอาทิตย์ แต่เป็นที่น่าประหลาดใจมากว่า รูปร่างของ Planetary nebular กลับมีหลากหลาย แต่รูปแบบแท้จริงแล้ว จะคล้ายกับ helix nebulae ที่สุด



     เนบิวล่ามืด
Dark nebulae หรือเนบิวล่ามืด
โดยทั่วไปเนบิวล่ามืดมักจะอยู่รวมกับเนบิวล่าสว่าง หรือ เนบิวล่าสะท้อนแสง เพราะเราจะ สามารถมองเห็นเนบิวล่ามืดได้เพราะ ส่วนที่เป็นเนบิวล่ามืดนั้นจะดูดกลืนแสงจากฉากด้านหลัง ไม่ให้มาเข้าตาเรา คล้ายกับว่ามีวัตถุทึบแสงกันอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นฝุ่นผงที่หนาทึบมากๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่ เนบิวล่ามืดรูปหัวม้า (B33) ในกลุ่มดาวนายพราน (Orion)




     นักดาราศาสตร์ใช้คำว่า เนบิวลา เรียกชื่อสิ่งที่ปรากฏเป็นเมฆหมอกฝ้าอยู่คงที่ท่ากลางดวงดาวบนท้องฟ้า อาจจะปรากฏสว่างเรืองหรือมืดสนิทก็ได้ เรามองเห็นเนบิวลาได้ยาก เพราะแม้แสงที่สว่างก็มีแสงจางแผ่กระจายไม่รวมกันเข้มเป็นจุดสว่างดังเช่นดาวฤกษ์ เราจึงสามารถมองเห็นเนบิวลาบนท้องฟ้าด้วยตาเปล่าได้เพียง 4 แห่งในขณะซึ่งสามารถมองเห็นดาวฤกษ์ด้วยตาเปล่าถึง 5,000 ดวง ความจริงเนบิวลามีอยู่จริงเป็นปริมาณไม่น้อย การที่เราจะตรวจพบหรือไม่ขึ้นอยู่กับความไวของอุปกรณ์ที่ใช้ เนบิวลาที่ทอยู่ในระบบทางช้างเผือกของเรา เรียกว่า Galactic Nebula ซึ่งเป็นกลุ่มก๊าซที่มีความสัมพันธ์ทางใดทางหนึ่งกับดาวฤกษ์ในกาแลกซี ซึ่งดวงอาทิตย์ของเราเป็นสมาชิกหน่วยหนึ่ง ตัวอย่างของ Galactic Nebula ชนิดแผ่กระจาย ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ในกลุ่มดาว Orion นับเป็นกลุ่มก๊าซและฝุ่นซึ่งใหญ่โตกลุ่มหนึ่งในกาแลกซี กินอาณาเขตกว้างขวางในอวกาศ แผ่คลุมดาวฤกษ์อยู่ภายในองค์ประกอบสำคัญ คือก๊าซไฮโดรเจน ฮีเลียม มากที่สุด และนอกจากนั้นก็มีออกซิเจน และไนโตรเจน เป็นต้น เนบิวลานี้เรืองแสงเพราะถูกกระตุ้นด้วงรังสีอุลตราไวโอเลตจากดาวฤกษ์ที่ร้อนจัดซึ่งอยู่ภายใน และบางส่วนของก๊าซและฝุ่นที่ห่างดาวฤกษ์ร้อนและไม่เปล่งแสงเรืองจะบังคับแสงดาวฤกษ์ที่อยูเบื้องหลังไกลออกไป จึงปรากฏเป็นเนบิวลามืดGalactic Nebula ชนิดเป็นดวงนั้นเป็นกลุ่มก๊าซรูปทรงกลมซึ่งแผ่กระจายออกมาจากการระเบิดของดาวฤกษ์ และปรากฏให้เห็นหลายดวงบนท้องฟ้า เช่นที่เรียกกันว่า เนบิวลาวงแหวน เนบิวลาปู เนบิวลานกฮูก ตามความคล้ายคลึงกับรูปสิ่งของ สัตว์ที่มนุษย์คุ้นเคยกันทั่วไป

     เนบิวลานอกกาแลกซีหรือ Spiral Nebula นั้น เป็นวัตถุจำพวกที่อยู่ไกลห่างออกไปนอกกาแลกซีของเรา เป็นต้นว่า เมฆแมกเจลแลน (Magellanic Clouds) ซึ่งเห็นได้ด้วยตาเปล่าบนท้องฟ้าของซีกโลกภาคใต้ อยู่ห่างไปขนาดแสงสว่างซึ่งเดินทางได้วินาทีละ 300,000 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทาง 150,000 ปี จึงจะถึงซึ่งเรียกว่าอยู่ห่างไป 150,000 ปีแสง หรือ Spiral Nebula ในทิศทางของกลุ่มดาว Andromeda อยู่ห่างไปถึง 2,200,000 ปีแสง Spiral Nebula มีอยู่มากมาย ตั้งแต่ที่มองเห็นด้วยตาเปล่า จนที่ไกลออกไปแสงริบหรี่ ต้องสำรวจด้วยกล้องโทรทรรศน์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยถ่ายภาพเปิดหน้ากล้องนานนับชั่วโมง เท่าที่บันทึกทำทะเบียนไว้ ถึงขนาดความสว่างแมกนิจูดที่ 15 มีถึง 16,000 เนบิวลา เชื่อว่าถ้านับถึงที่แสงหรี่ถึงขนาดแมกนิจูดที่ 23 ซึ่งหรี่ที่สุดที่กล้องโทรทรรศน์ในโลกจะสำรวจได้คงจะมีปริมาณถึง 1,000,000,000 เนบิวลา

     ผลการศึกษาค้นคว้าทางดาราศาสตร์ แสดงว่า Spiral Nebula แต่ละดวงก็คือระบบใหญ่ของดาวฤกษ์ ฝุ่น และก๊าซ ดังเช่นกาแลกซีทางช้างเผือกของเรานี้เอง ถ้าเราออกไปอยู่บนดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่งในระบบ Spiral Nebula ของกลุ่มดาว Andromeda แล้วมองกลับมายังกาแลกซีของเรา ก็จะเห็นกาแลกซีมีรูปลักษณะคล้ายคลึงกับที่เราเห็น Spiral Nebula นั่นเอง ดังนั้น Spiral Nebula หรือเนบิวลานอกกาแลกซีก็คือระบบใหญ่ของดาวฤกษ์ ฝุ่นและก๊าซ ซึ่งแต่ละระบบระมีดาวฤกษ์คิดเฉลี่ยประมาณ 800,000,000 ดวง กาแลกซีของเราเป็น Spiral Nebula ค่อนข้างใหญ่มีดาวฤกษ์ประมาณ 100,000,000,000 ดวง 

ที่มา: