Showing posts with label History. Show all posts
Showing posts with label History. Show all posts

Saturday, October 5, 2013

Vietnam's General Vo Nguyen Giap dies

Vo Nguyen Giap, the Vietnamese general who masterminded victories against France and the US, has died aged 102.

His defeat of French forces at Dien Bien Phu in 1954 effectively ended French colonial rule in the region.
He was North Vietnam's defence minister at the time of the Tet Offensive against American forces in 1968, often cited as a key campaign that led to the Americans' withdrawal.
Gen Giap also published a number of works on military strategy.
He was born into a peasant family in the central Quang Binh province of what was then French Indochina.
At the age of 14, he joined a clandestine resistance movement.
By 1938 he was a member of Ho Chi Minh's Indochinese Communist party and fled to China with Ho, ahead of the Japanese invasion of Vietnam.
Gen Giap organised an army from his Chinese exile and returned to Indochina to wage a guerrilla war against the occupying Japanese.
While he was out of Vietnam, his first wife was arrested and died in a French prison. He later remarried and had three daughters and two sons.
After his role in the war against the French, Gen Giap was credited for his leadership at the time of the 1968 Tet Offensive against US forces.
Troops ultimately under his command attacked more than 40 provincial capitals and entered Saigon, then the capital of South Vietnam, briefly capturing the US embassy. But he was not personally involved in the operation, as he was in Budapest at the time.
After the war, Gen Giap retained his position as defence minister and was appointed deputy prime minister in 1976.
However, he found himself sidelined by the regime and retired from government six years later.
In the US, news of Gen Giap's death was noted by Senator John McCain, a former navy pilot who was shot down during the Vietnam conflict and held as a prisoner of war.
In a tweet, Senator McCain described Gen Giap as "a brilliant military strategist who once told me that we were an honourable enemy".
source:
1.http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-24402278?print=true

Friday, September 27, 2013

ประวัติ ของ ไพ่ป๊อก

ไพ่ป๊อก หรือเรียกกันทั่วไปว่า ไพ่ ทำจากแผ่นพลาสติกหรือกระดาษแข็งขนาดประมาณฝ่ามือใช้เพื่อการเล่นเกมไพ่ มีรูปร่างและจำนวนหน้าหรือใบแตกต่างกันไปตามชนิดของไพ่ แต่ชนิดหรือแบบที่นิยมมากที่สุด หน้าไพ่แบบชาติตะวันตก คือไพ่หนึ่งสำรับจะมีจำนวน 52 ใบ ใน 52 ใบ จะหมายถึง สัปดาห์ทั้งหมดใน 1 ปี มี 52 สัปดาห์ เมื่อนำเลขมาบวกกันแล้วจะได้ 365 วัน ก็เท่ากับ 1 ปี


ว่ากันว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากฮินดูสถาน ในปีคริสต์ศตวรรษที่ 7 ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 1953 มีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อว่า นายเกิง โกเนอร์ (Gungoneur) ได้เป็นผู้คิดค้นทำไพ่ป๊อกขึ้นโดยคิดจำนวนของไพ่ป๊อกที่ใช้เล่นซึ่งมีจำนวน 52 ใบ โดยให้ตรงกับจำนวนสัปดาห์ใน 1 ปี
โดยมีหน้าไพ่ 4 หน้า คือ
1.โพธิ์ดำ

2.โพธิ์แดง 

3.ข้าวหลามตัด 

4.ดอกจิก
ความหมายเกี่ยวกับกาลเวลาของวันคือ
1.สีแดงหมายถึง กลางวัน
2.ส่วนสีดำหมายถึง กลางคืน
  
 
 
โดยจะแบ่งออกเป็นตามฤดูกาล, วัยอายุ, กษัตริย์ เรียงตามลำดับดังนี้
1.โพธิ์แดง คือ ฤดูใบไม้ผลิ, วัยเยาว์หรือเด็ก, ชาร์เลอมองค์ (Charlemagne)
2.ข้าวหลามตัด คือ ฤดูร้อน, วัยหนุ่มสาวหรือวัยรุ่น, อเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great)
3.ดอกจิก คือ ฤดูใบไม้ร่วง, วัยกลางคน หรือวัยหนุ่มใหญ่, จูเลียสซีซาร์ (Julius Caesar)
4.โพธิ์ดำ คือ ฤดูหนาว, วัยชราหรือสูงอายุ, กษัตริย์เดวิด (David)
 
 
 
 


ตัวควีน หมายถึง พระนางคลีโอพัตรา (Cleopatra) พระนางเอสเธอร์ (Esther) พระนางแห่งซีบาร์ (Sheba) และ พระนางโบดิเซีย (Boadicea) เป็นตัวแทนของไพ่ควีน และแหล่า Jack ก็หมายถึงวีระบุรุษคนสำคัญต่างๆ ของโลก ของแถมๆ
1.โพธิ์แดง คือ ความรัก
2.ดอกจิก คือ ความรู้
3.ข้าวหลามตัด คือ สินทรัพย์
4.โพธิ์ดำ คือ ความตาย
K Q J จะหันหน้าเข้าหา โพธิ์แดง ดอกจิก และข้าวหลามดำ แล้วหันหลังให้โพธิ์ดำ ( ความตาย )
หนึ่งในนั้น นอกนั้นเป็นกษัติย์ที่มีหนวดเคราหมด
ไม่มีใครรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วอเล็กซานเดอร์มหาราชมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แต่โดยทั่วไปแล้ว เชื่อว่าพระองค์เป็นชายหนุ่มรูปร่างเล็ก ไม่มีหนวดมีเครา แทบไม่มีเค้าว่าเป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่เลย ผมของพระองค์เป็นสีบลอนด์หยิกเป็นลอน บ้างก็บอกว่าดวงตาของพระองค์ข้างหนึ่งเป็นสีฟ้า อีกข้างเป็นสีดำ เป็นสัญลักษณ์บอกว่าในภายภาคหน้าพระองค์จะเป็นผู้ครองทั้งยุโรปและเอเชีย บ้างก็บอกว่า โดยปกติแล้วเมื่อทรงประทับอยู่กับที่ คอของพระองค์จะเอียงเล็กน้อยพองาม
และนายเกิง โกเนอร์ ผู้นี้เองที่เป็นผู้ที่กำหนดไพ่ขึ้นมาแต่ละใบซึ่งล้วนมีความหมาย และ ปัจจุบันน้อยคนนักที่จะทราบที่มาของไพ่ป๊อกนี้
ที่มา:

Wednesday, September 25, 2013

Grave of the Fireflies (Anime)



Grave of the Fireflies  is a 1988 Japanese animated drama film written and directed byIsao Takahata and animated by Studio Ghibli. It is based on the 1967 semi-autobiographical novel of the same nameby Akiyuki Nosaka.[2] It is commonly considered an anti-war film, but this interpretation has been challenged by some critics and by the director. The film stars Tsutomu Tatsumi, Ayano Shiraishi, Yoshiko Shinohara and Akemi Yamaguchi. Predominantly set in Japan during World War II, the film tells the story of Seita, a young boy who has to take care of his younger sister Setsuko when their mother dies.
Grave of the Fireflies received positive reviews from film critics. Roger Ebert of the Chicago Sun-Times considered it to be one of the best and most powerful war films and, in 2000, included it on his "Great Movies" list.[3] Two live-action remakes of Grave of the Fireflies were made, one in 2005 and one in 2008.



Sources:

การรุกรานที่ถูกลืม (Forgotten Invasion)

บทเรียนที่ผมได้เรียนประวัติศาสตร์ในชั้นเรียนมัธยมปลายนั้นพูดถึงบทบาทของประเทศไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2 น้อยมาก โดยมากจะกล่าวเพียงแค่ว่า "เราเป็นทางผ่าน" ให้กับกองทัพญี่ปุ่นเพื่อไปทำสงครามในมาลายาและพม่า
อย่างไรก็ดีผมได้มีโอกาสที่จะอ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของไทยภายใต้การนำของ จอมพล ป พิบูลสงคราม ซึ่งค่อนข้างที่จะต่างออกไปจากบทเรียนที่เคยเรียนในโรงเรียน และต่างออกไปจากความเข้าใจของชาวไทยหลายๆ คน เพราะในยุคนั้นประเทศไทยได้ดำเนินการทางการทหารหลายๆ อย่างด้วยกันภายใต้นโยบายการทวงคืนผืนแผ่นดินที่เคยสูญเสียไปให้กับชาติตะวันตก


Invasion of Indochina (Franco-Thai War)
เริ่มจากในปีคริสตศักราชที่ 1940 สืบเนื่องจากเหตุการณ์ที่ประเทศฝรั่งเศสได้ถูกกองทัพนาซีเข้ายึดครองเสียพื้นที่ไปกว่าครึ่งค่อนประเทศ รัฐบาลโดยจอมพล ป พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย หรือ ราชอาณาจักรสยามในขณะนั้น เห็นว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้ทวงคืนผืนแผ่นดินที่เราได้เสียไปให้กับฝรั่งเศสในสมัยก่อนหน้า กองทัพไทยจึงได้จัดเตรียมกำลังราว 60,000 นาย โดยมีกองทัพบูรพาเป็นกองกำลังหลัก บุกเข้าโจมตีหลายพื้นที่ในอินโดจีน ในขณะที่ฝั่งฝรั่งเศสมีกำลังประมาณ 62,000 นาย ประกอบด้วยชาวฝรั่งเศส 12,000 และชาวอาณานิคมอีก 50,000 นาย

ในเดือนมกราคม 1941 กองทัพบูรพาและกองทัพอีสานได้เปิดการโจมตีลาวและกัมพูชา และกองทัพไทยก็ได้รับการตอบโต้จากฝรั่งเศสโดยทันทีทั้งทางบก และทางน้ำในเวลาต่อมา โดยภาพรวมแล้วการรบทางบกนั้นฝ่ายไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบฝรั่งเศสอย่างมาก แต่ถ้าเป็นทางน้ำแล้วนั้นฝ่ายไทยเสียเปรียบเป็นอย่างมาก (หลายท่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องยุทธนาวีเกาะช้างมาบ้าง) ในท้ายที่สุดเพื่อให้เกิดสันติภาพในคาบสมุทร ฝ่ายไทยจึงได้ให้จักรวรรดิ์ญี่ปุ่นเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นผลให้ฝ่ายฝรั่งเศสจำต้องคืนพื้นที่หลายจังหวัด เช่น พระตะบอง, ศรีโสภณ (กัมพูชา), หลวงพระบาง, จำปาศักดิ์ (ลาว) ฯลฯ คืนให้กับฝ่ายไทย


Invasion of Shan and Kayah States (Burma Campaign)
ในช่วงปลายปี 1941 ถึงต้นปี 1942 กองทัพญี่ปุ่นทำสัญญากับกองทัพไทย โดยตกลงกันว่าจะให้ฝ่ายไทยบุกเข้ายึดรัฐฉานกับคะยิ่นในพม่าทั้งนี้จุดประสงค์อาจจะทำเพื่อการตัดการขนส่งกำลังระหว่างจีนกับพม่าและเป็นการป้องกันทางปีกขวาของญี่ปุ่น ดังนี้แล้วประเทศไทยได้ใช้กองกำลังราว 35,000 นายจากกองทัพพายัพประกอบด้วย 5 กองพล ได้แก่ กองพลที่ 2 กองพลที่ 3 กองพลที่ 4 กองพลทหารม้า กรมทหารม้าที่ 12 กองทหารปืนใหญ่ โดยมี พลตรี จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ (ยศในขณะนั้น) เป็นแม่ทัพบุกเข้ายึดพื้นที่ดังกล่าว และในเวลาต่อมารัฐบาลไทยแต่งตั้งให้พลตรี ผิน ชุณหะวัณ (ยศในขณะนั้น) เป็นผู้ปกครองรัฐ







ที่มา: 
1.http://th.wikipedia.org/wiki/สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส_ร.ศ._122
2.http://warfarehistorian.blogspot.com/2012/05/collaborators-traitors-franco-thai-war.html
3. Ronalds, B. E. (2004). Thailand's Secret War: The Free Thai, OSS, and SOE during Worldwar 2. Cambridge: Cambridge University Press.
4. http://en.wikipedia.org/wiki/Burma_Campaign
5. http://en.wikipedia.org/wiki/Franco-Thai_War

สหภาพโซเวียตกับคอมมิวนิสต์ในอุดมคติ

อดีตสหภาพโซเวียต (The Union of Soviet Socialist Republics - USSR) เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของ "คอมมิวนิสต์" ที่ทรงอิทธิพลและเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการผลักดันให้ "คอมมิวนิสต์" ถูกนำไปใช้ในหลายประเทศทั่วโลกจนกระทั่งทำให้เกิดสภาวะสงครามเย็นในเวลาต่อมา ถ้าจะพูดถึงการก่อตั้ง USSR เราคงต้องย้อนกลับไปดูปฏิวัติในรัสเซียช่วงปี ค.ศ.1917 นำโดยพรรคบอลเชวิกจนกระทั่งนำไปสู่การใช้แนวคิดของลัทธิเลนิน (Leninism หรือ Marxism-Leninism) มาใช้กับโลกความจริงเป็นครั้งแรก การปฏิวัติครั้งนี้ก่อให้เกิดรัฐสังคมนิยมขึ้นมาแทนที่การปกครองของราชวงศ์โรมานอฟเดิม การปฏิวัติครั้งนี้นำไปสู่ประเด็นที่น่าศึกษาค้นคว้ามากมาย อย่างไรก็ดีในบทความนี้เราจะโฟกัสที่แนวคิดของลัทธิเลนินในเชิงเศรษฐศาสตร์ โดยเอาเปรียบเทียบกับแนวคิดคอมมิวนิสต์ดั้งเดิมที่เริ่มต้นโดย คาร์ล มาร์กซ์



โลกของคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของสหภาพโซเวียต โดยมากจะมีลักษณะเป็นระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยมีการรวมศูนย์อำนาจที่โปลิศบูโร และหลายประเทศก็เป็นเผด็จการไปเลย อย่างไรก็ดีลักษณะเฉพาะของกลุ่มประเทศเหล่านี้ที่ใกล้เคียงกันคือระบบเศรษฐกิจ (เนื่องมาจากแนวคิดคอมมิวนิสต์เป็นแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์) กล่าวคือมีการรวมศูนย์การตัดสินใจจากภาครัฐแทนที่การใช้ตลาดในการตัดสินใจ ภาครัฐจะทำการรวบรวมปัจจัยการผลิตเป็นของรัฐ จัดตั้งแผนการผลิตและแผนการพัฒนาประเทศอย่างมีทิศทาง และกระจายผลิตผลรวมถึงรายได้ที่เกิดขึ้นกลับสู่ประชาชนโดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม รัฐจะเป็นผู้จัดการทั้งงานสาธารณะสุขรวมไปถึงสาธารณูปโภคต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นการปกครองที่เกิดจากแนวคิดของลัทธิเลนิน

การจัดการแบบรวมศูนย์นี้เองที่ผมจะกล่าวว่าเป็นการจัดการที่ขัดกับหลัก Pure Communist ซึ่งเป็นที่มาของหัวข้อที่ผมเขียนว่าแม้แต่สหภาพโซเวียตยังไม่เคยเป็นประเทศคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด แท้จริงแล้วงระบบที่ใช้อาจจะเรียกว่าเป็นระบบกึ่งทาสกึ่งทุนนิยม.... ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?? ก่อนที่เราจะลงรายละเอียดลงไปมากกว่านี้ เราลองหันมาทำความเข้าใจถึงความหมายของ Surplus และระบบการจัดการ Surplus ที่มวลมนุษยชาตินั้นเคยใช้กัน

Surplus คืออะไร? ในสังคมทุกยุคทุกสมัย เป็นเรื่องธรรมดามากที่มนุษย์คนหนึ่งจะสร้างผลิตผลมากกว่าความต้องการในการบริโภคของตนเอง ทั้งนี้ก็อาจจะมีไว้เผื่อให้กับผู้ที่ไม่ได้ทำงาน เช่น บุตร ผู้ป่วย ฯลฯ ส่วนเกินที่นอกเหนือจากความต้องการในการบริโภคนี้เองที่เราเรียกว่า Surplus ดังนี้แล้วสังคมจะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1. คนทำงาน (ผู้ใช้สมอง หรือ ร่างกายในการทำงาน) 2. คนไม่ทำงาน ตัวอย่างเช่น นาย A ยืมขวานนาย B ไปตัดต้นไม้โดยภายหลังตัดต้นไม้เสร็จนาย A แบ่งไม้บางส่วนให้นาย B ดังนี้จะเห็นว่าการทำงานของนาย A นั้นงานที่เกิดขึ้นประกอบด้วย 2 ส่วนคือ 1. ส่วนที่จำเป็นสำหรับการบริโภคของตนเอง 2. ส่วนเกิน หรือ Surplus (ทั้งนี้ Surplus อาจจะเป็นผลตอบแทนสำหรับความเสี่ยงจากการลงทุนของนักลงทุน, ค่าเช่าที่ดิน, ภาษีที่จะจ่ายให้รัฐบาล, ค่ายืมอุปกรณ์ ฯลฯ) 

ในสังคมมนุษย์ตั้งแต่อดีตเราได้มีระบบจัดการ Surplus อยู่ทั้งสิ้น 4 ระบบ และ Karl Marx ได้พูดถึงระบบที่ 5 ที่เขาเรียกมันว่า "คอมมิวนิสต์" ระบบเหล่านั้นมีดังนี้
 1. Ancient / Self - Employ: ระบบโบราณ - ระบบนี้ใช้กันตั้งแต่สมัยมนุษย์ถ้ำ หรือในยุคที่มนุษย์มีสังคมเล็กๆ เท่านั้น หลักการของระบบนั้นค่อนข้างง่ายทีเดียวกล่าวคือคนใดเป็นคนสร้าง Surplus บุคคลนั้นก็เป็นคนจัดการเองว่าจะเอา Surplus ไปให้ใคร สังเกตุได้ว่าสมมติ มนุษย์ถ้ำ A ล่ากวางมาได้ 2 ตัวต่อวัน แต่ตัวเขาเองบริโภค 1 ตัวก็เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต(Wage) ดังนั้นเขาเหลือกวางอีก 1 ตัวนั้นคือ Surplus มนุษย์ถ้ำ A เป็นผู้ตัดสินใจเองว่าเขาจะจัดการอย่างไรกับกวางที่เหลือ 
ประเด็นสำคัญของระบบในแง่การจัดการ Surplus: อำนาจการตัดสินใจในการจัดการกับ 1. ส่วนที่จำเป็นสำหรับการบริโภคของตนเอง และ 2. Surplus นั้นขึ้นอยู่กับผู้ทำงานเอง

2. Slavery: ระบบทาส - ระบบนี้เป็นระบบที่นิยมใช้และค่อนข้างแพร่หลายในหลายๆ อารยธรรมในอดีต ไม่ว่าจะเป็นอียิปต์โบราณ จักรวรรดิ์ต้าชิงในยุคใหม่ หรือแม้แต่อาณาจักรอยุธยา ผมจะไม่ลงรายละเอียดมากนะครับ แต่จะพูดถึงโครงสร้างคร่าวๆ ของระบบทาส ซึ่งประกอบด้วย นายทาส กับ ลูกทาส ที่มาของลูกทาสนั้นก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละอารยธรรมทั้งนี้อาจจะเกิดจากการติดหนี้, แพ้สงคราม, ต้องโทษทัณฑ์ และอื่นๆ อีกมากมาย หรือแม้กระทั่งอ้างอิงกับหลักศาสนา แต่อย่างไรก็ดีรูปแบบของการจัดการจะเป็นดังนี้ ลูกทาส A ทำงานให้กับนายทาส B ผมสมมติว่าเป็นการทำนา ผลผลิตใดๆ ก็ตามที่ลูกทาส A สร้างขึ้นจะถูกส่งให้กับนายทาส B และนายทาส B จะเป็นผู้จัดการงานที่เกิดขึ้นจากลูกทาส A ทั้งส่วนที่จำเป็นสำหรับการบริโภคของตนเอง(ส่วนที่ 1) และ ส่วนเกิน (ส่วนที่ 2) นายทาส B อาจจะยึดเอาทั้งสองส่วนไปใช้เองแล้วปล่อยให้ลูกทาส A อดอยากแล้งแค้นอย่างไรก็ได้ จะเห็นได้ว่าระบบนี้ดูจะไม่ยุติธรรมสำหรับลูกทาส A สักเท่าใดนัก ในสังคมลักษณะนี้จะมีสองชนชั้นเป็นอย่างน้อยคือ ลูกทาส กับ นายทาส
ประเด็นสำคัญของระบบในแง่การจัดการ Surplus: นายทาสเป็นคนจัดการทั้ง 1. ส่วนที่จำเป็นสำหรับการบริโภคของตนเอง และ 2. ส่วนเกิน หรือ Surplus

 3. Feudalism: ระบบศักดินา - ระบบนี้ใช้มากในยุคกลางของยุโรป รวมถึงประเทศอื่นๆ หลายๆ ประเทศในอารยธรรมตะวันออก ในระบบศักดินาจะมีส่วนประกอบสำคัญคือ เจ้าของที่ดิน กับ ไพร่ ภาระผูกพันธ์เกิดจากเงื่อนไขในการครองที่ดิน ตัวอย่างของระบบนี้คือไพร่ A เป็นผู้ทำนาในที่ดินของเจ้าของที่ดิน B โดยจะทำนาในที่ดินที่เจ้าของที่ดินแบ่งให้ 3 วันต่อสัปดาห์ และจะใช้เวลาอีก 4 วันต่อสัปดาห์ในการทำนาให้กับเจ้าของที่ดิน โดยในสังคมเกิดชนชั้นสองชั้นเป็นอย่างน้อยคือ ไพร่ กับ เจ้าของที่ดิน (แต่สามารถเปลี่ยนชนชั้นได้ง่ายกว่าระบบทาส) โดยตัวแบ่งชนชั้นคือที่ดิน
ประเด็นสำคัญของระบบในแง่การจัดการ Surplus: ไพร่ได้จัดการกับส่วนที่จำเป็นสำหรับการบริโภคของตนเอง แต่เจ้าของที่ดินเป็นผู้จัดการกับ ส่วนเกิน หรือ Surplus
  
4. Capitalism: ระบบทุนนิยม - ระบบนี้คือระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยสองส่วนหลักๆ คือ นายทุน กับ แรงงาน โดยแรงงานจะเป็นผู้ทำงานเพื่อแลกกับค่าจ้าง ภาระผูกพันธ์เกิดจากสัญญาการจ้างงาน โดยปกติแล้วมูลค่าของผลิตผลที่คนงานคนหนึ่งผลิตได้จะต้องสูงกว่าค่าจ้างสำหรับการทำงานนั้น ทำให้สังคมเกิดชนชั้นสองชั้น (แต่สามารถเปลี่ยนชนชั้นได้ง่ายกว่าระบบทาสและระบบศักดินา) โดยตัวแบ่งชนชั้นคือทุน
ประเด็นสำคัญของระบบ: คนงานได้จัดการกับส่วนที่จำเป็นสำหรับการบริโภคของตนเอง และนายทุนเป็นผู้จัดการกับ ส่วนเกิน หรือ Surplus
  
5. Communism: ระบบคอมมิวนิสต์ - คอมมิวนิสต์ในที่นี้หมายถึง pure communist เป็นระบบที่ไม่มีรูปแบบชัดเจนเพราะเป็นเพียงสิ่งจินตนาการของ Karl Marx ในระบบนี้มุ่งเน้นให้ผู้ทำงานเป็นผู้จัดการกับงานที่ตนเองสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นส่วนที่จำเป็นสำหรับการบริโภคของตนเอง หรือส่วนเกิน โดย Marx เชื่อว่าในท้ายที่สุดสังคมจะต้องมุ่งสู่สิ่งนี้ และยังผลให้เกิดสภาพไม่มีรัฐ (Stateless) และไม่มีชนชั้น (Classless) โดยสังคมจะเป็นผู้ตัดสินว่าต้องการอะไร และควรจะผลิตอะไร ปริมาณเท่าใด อย่างไรก็ดี Marx ไม่ได้กล่าวถึงการจัดการและโครงสร้างของระบบอย่างเป็นรูปธรรม และไม่ได้กล่าวว่าสังคมจะตัดสินใจว่าผลิตอะไร เท่าไร ได้อย่างไร
ประเด็นสำคัญของระบบในแง่การจัดการ Surplus: อำนาจการตัดสินใจในการจัดการกับ 1. ส่วนที่จำเป็นสำหรับการบริโภคของตนเอง และ 2. Surplus นั้นขึ้นอยู่กับผู้ทำงานเอง
  
จากระบบทั้ง 5 ระบบจะเห็นได้ว่า ระบบเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตนั้นไม่ได้มีความใกล้เคียงกับ Communism เลยแม้แต่น้อย เพราะคอมมิวนิสต์แบบสหภาพโซเวียตนั้น รัฐบาลเป็นผู้มีกรรมสิทธิในผลิตผลที่ได้จากการทำงานของพลเมือง และรัฐบาลจะแจกจ่ายกระจายรายได้ให้กับประชากรพลเมือง ถึงแม้ว่าจะมุ่งเน้นให้เกิดการกระจายรายได้ที่เท่าเทียม อย่างไรก็ดีการกระทำดังกล่าวเป็นการรวบรวมอำนาจการจัดการ 1. ส่วนที่จำเป็นสำหรับการบริโภคของตนเอง และ 2. Surplus ไว้กับรัฐบาล ดังนี้แล้วจะเห็นได้ว่าระบบเศรษฐกิจที่สหภาพโซเวียตใช้นั้นไม่ใช่คอมมิวนิสต์แต่อย่างใด 

อ้างอิง:
1. http://www.youtube.com/watch?v=-e8rt8RGjCM - Marx's Theory of Economic Crisis - Cliff Bowman
2. http://www.youtube.com/watch?v=hfjSyOJHg7Q - "Intro to Marxian Economics" 2 - Richard D Wolff
3. http://www.youtube.com/watch?v=LvmFeRGVnSk - "Intro to Marxian Economics" 1 - Richard D Wolff
4. https://www.khanacademy.org/humanities/history/us-history/v/communism?v=MmRgMAZyYN0 - Communism - Salmon Khan
5. http://www.youtube.com/watch?v=rS3-_s-ghbk - Marx's Theory of Capitalism - Ian Shapiro
6. http://en.wikipedia.org/wiki/Communism - Communism
7. http://en.wikipedia.org/wiki/Surplus_value - Surplus Value8. http://www.businessdictionary.com/definition/surplus-value.html